เมตตา เสียสละ รับผิดชอบ
Menu

 

 

 

แพทย์แนะโรคพาร์กินสัน พบแพทย์เร็ว ช่วยชะลอความรุนแรงของโรคได้


                                                                                                

          สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ เผยโรคพาร์กินสันเป็นโรคเรื้อรัง หากปล่อยไว้ไม่รักษาจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยชะลออาการของโรคและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคพาร์กินสัน หรือโรคที่คนไทยสมัยโบราณรู้จักกันในชื่อ “โรคสันนิบาตลูกนก” เป็นโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์สมองในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงทำให้สารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่าโดพามีน ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีการตายและลดจำนวนลง เป็นสาเหตุให้ร่างกายของผู้ป่วยเกิดอาการสั่น แขนขาเกร็ง เคลื่อนไหวร่างกายช้า และสูญเสียการทรงตัว ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างช้า ๆ ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดแต่หากได้รับการดูแลจากแพทย์จะช่วยชะลออาการของโรคได้ โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัย 70 ปีขึ้นไป จะพบได้บ่อยขึ้น โดยผู้ชายมีโอกาสมากกว่าผู้หญิงประมาณ 1.5 เท่า ส่วนสาเหตุของโรคส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับความชราภาพของสมอง อย่างไรก็ตามอาจพบสาเหตุการเกิดโรคในบางกรณี เช่น ผู้ที่ใช้ยาทางจิต  ยาลดความดันโลหิต ซึ่งตัวยาดังกล่าวขัดขวางการทำงานของสารโดพามีน การใช้สารเสพติดเป็นเวลานาน ๆ ศีรษะได้รับบาดเจ็บหรือถูกกระทบกระเทือน เช่น การต่อยมวย นอกจากนี้ อาจเกิดจากสมองอักเสบ เนื้องอกสมอง สมองขาดออกซิเจน หรือมีภาวะอุดกั้นของทางเดินหายใจจากเสมหะหรืออาหาร ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ ทำให้เซลล์สมองที่สร้างโดพามีน มีจำนวนน้อยหรือหมดไป และโรคทางพันธุกรรม เป็นต้น

          แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อาการของโรคพาร์กินสันโดยทั่วไป จะแสดงออกมากน้อยแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อายุ ระยะเวลาของการเป็นโรค และภาวะแทรกซ้อน โดยลักษณะอาการจะค่อย ๆ ปรากฏแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที เมื่อเวลาผ่านไปอาการจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจะมีอาการเกี่ยวกับระบบประสาทสั่งการซึ่งเป็นอาการหลักของโรคดังกล่าว ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะเกิดอาการสั่นที่นิ้วมือ แล้วจึงตามด้วยข้อมือและแขน ในระยะแรกอาการสั่นจะเกิดขึ้นเพียงข้างเดียวก่อน แล้วต่อมาขาและเท้าอีกข้างจะเริ่มมีอาการสั่นตามมา และในที่สุดจะเกิดอาการสั่นทั่วร่างกาย สำหรับการรักษามี 3 วิธี คือ 1.การรักษาด้วยยา จะเป็นการรักษาหลักในระยะเริ่มต้นและระยะกลางของโรค 2.การรักษาด้วยกายภาพบำบัด เพื่อช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยทรงตัว และเคลื่อนไหวถูกต้อง 3. การรักษาด้วยการผ่าตัดโดยวิธีนี้ได้ผลดีกับผู้ป่วยที่มีอายุน้อยและมีอาการไม่มากนัก หรือในผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนจากยาที่ใช้มาเป็นระยะเวลานานแล้ว เช่น มีอาการสั่นรุนแรง หรือมีการเคลื่อนไหวผิดปกติที่เกิดจากการใช้ยา โรคพาร์กินสันเป็นโรคเรื้อรัง หากปล่อยไว้ไม่รักษาจะค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ภายใน 3-10 ปี ปัจจุบันมียาที่ใช้รักษา โรคนี้ที่ได้ผลดี จึงช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตปกติหรือช่วยชะลอความรุนแรงของโรคให้ลดลง  แต่เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่ชัดเจน จึงยังไม่มีวิธีป้องกันโรคได้ 100 % หากสงสัยว่าอาจป่วยเป็นโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทางประสาทวิทยา เพื่อรับการรักษาต่อไป

                                                                       #สถาบันประสาทวิทยา  #กรมการแพทย์  #โรคพาร์กินสัน      

                                                                                                -ขอขอบคุณ-

                                                                                              28 ธันวาคม  2561


 
 จากหน่วยงาน : กรมการแพทย์  เปิดดู 38 view
 วันที่ประกาศข่าว : 28 ธันวาคม 2561 เวลา 13:54 น.