เมตตา เสียสละ รับผิดชอบ
Menu
Open menu
Open menu

 

 

กายภาพบำบัดในภาวะความบกพร่องการเคลื่อนไหวข้อไหล่

(Physical Therapy in Shoulder Movement System Impairments)

วันที่  4-6 พฤศจิกายน 2563 ณ โรงแรม เดอะพาร์ค อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

……………………………………………………………………………………………………………………….

          ภาวะความผิดปกติของข้อไหล่ที่พบบ่อยในทางกายภาพบำบัด แบ่งตามพยาธิสภาพและกลไกความผิดปกติของการเคลื่อนไหวเป็น 3 ภาวะ ได้แก่

          1. ภาวะปวดไหล่จากการถูกกดใต้ acromion คือ ภาวะปวดไหล่เนื่องจากโครงสร้างที่อยู่ใต้ coracoacromial arch ถูกกดเบียด โดยพบได้มากถึงร้อยละ 44-65 ของผู้ป่วยปวดไหล่ ซึ่งมักพบในอาชีพที่มีลักษณะงานที่ต้องยกแขนซ้ำๆ เช่น    ช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า ช่างเสริมสวยและนักกีฬาประเภทที่ต้องยกแขนเหนือศีรษะ เช่น ว่ายน้ำ วอลเลย์บอล แฮนด์บอล

          2. ภาวะข้อไหล่ติด (Frozen shoulder) คือ ภาวะไหล่ติดจากเยื่อหุ้มข้ออักเสบเรื้อรัง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดและยกแขนได้น้อยลง โดยพบในแขนข้างที่ไม่ถนัดมากกว่าข้างที่ถนัดเล็กน้อย มักพบในช่วงอายุ 45-60 ปี

          3. ภาวะไหล่ไม่มั่นคง (Shoulder instability) คือ ภาวะความไม่มั่นคงของข้อต่อ Glenohumeral มีความรุนแรงได้หลายระดับ ตั้งแต่มากจนถึงมีการเคลื่อนหลุด (dislocation) ข้อหลวมกว่าปกติทุกทิศทาง (laxity) หรือข้อต่อเคลื่อนไหวมากกว่าปกติในบางทิศทางหรือหลายทิศทาง (instability) โดยสาเหตุมักเกิดจากการบาดเจ็บที่เกิดจากมีแรงกระแทกบนตัวข้อโดยตรง โดยประมาณร้อยละ 90-95 เป็นการเคลื่อนหลุดไปทางด้านหน้าขณะที่ไหล่อยู่ในท่าหมุนออกและกางออก

          การตรวจประเมินและวินิจฉัยรยางค์ไหล่ จะเน้นการตรวจเพื่อระบุปัญหาและวางแผนการจัดการโรค ภาวะ และโครงสร้างที่ผิดปกติของข้อไหล่และจะต้องระบุความบกพร่องของระบบการเคลื่อนไหวที่เป็นสาเหตุหรือส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีอาการ เรียกว่า Movement System Impairment (MSI) diagnosis

          หลักของการรักษากลุ่มอาการบกพร่องของระบบการเคลื่อนไหว คือ การแก้ไขแบบแผนการเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดอาการปวด โดยปรับให้เกิดการเคลื่อนไหวที่ปกติและแม่นยำ หยุดการเคลื่อนไหวที่มากเกินไปของบางข้อต่อและปรับการเคลื่อนไหวให้กระจายไปยังข้อต่อที่เหมาะสม การรักษาจึงเน้นการฝึกให้ร่างกายรู้จักและใช้แบบแผนการเคลื่อนไหวใหม่ที่ถูกต้อง จนทำให้เกิดการปรับตัวของเนื้อเยื่อต่อระบบประสาท เนื่องจากผู้ป่วยเคยเรียนรู้แบบแผนการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสมจากการทำการเคลื่อนไหวแบบนั้นซ้ำๆ จึงต้องแก้ไขด้วยการให้ผู้ป่วยฝึกการเคลื่อนไหวด้วยแบบแผนที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ

          การรักษาด้วย MSI จะไม่เน้นการฝึกเพื่อเพิ่มความแข็งแรงโดยไม่แก้ไขแบบแผนการเคลื่อนไหว พบว่า การมีกล้ามเนื้อแข็งแรงมากก็ไม่ได้แสดงว่ากล้ามเนื้อมีสมรรถภาพที่ดี แต่จะต้องฝึกให้กล้ามเนื้อทำงานในช่วงจังหวะการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง หากผู้ป่วยมีความแข็งตึงของกล้ามเนื้อมากกว่าปกติ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเกินของส่วนที่เกี่ยวข้อง การยืดกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวจะไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่จะต้องหยุดการเคลื่อนไหวในทิศทางที่มีการเคลื่อนไหวเกินแล้วจะทำให้กล้ามเนื้อค่อยๆ ลดการแข็งตึงและปรับตัวไปสู่ความยาวใหม่                ส่วนการเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อจะทำให้กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นและเพิ่มความแข็งตึงด้วย บางกรณีอาจสามารถช่วยลดการเคลื่อนไหวเกิน ดังนั้นหลักการสำคัญ คือ ต้องทำให้เกิดความสมดุลระหว่างความแข็งตึงและการเคลื่อนไหวได้

โดย: นางสาวสุวภัทร์ เกตุคำ งานกายภาพบำบัด โรงพยาบาลบางมูลนาก